Header Ads

กระเจี๊ยบเขียว หรือ กระเจี๊ยบมอญ

กระเจี๊ยบเขียว หรือ กระเจี๊ยบมอญ

กระเจี๊ยบเขียว หรือ กระเจี๊ยบมอญ

          กระเจี๊ยบเขียว หรือ กระเจี๊ยบมอญ เป็นพืชล้มลุกที่อยู่ในวงศ์เดียวกับกระเจี๊ยบแดง ฝักของกระเจี๊ยบเขียวเป็นที่นิยมกินกันมากทั้งในประเทศอินเดีย แอฟริกา และทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่นำเข้ากระเจี๊ยบเขียวจากไทยเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับบ้านเราหลายร้อยล้านบาทต่อปี ส่วนคนไทยก็มักจะนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ผัด ย่าง ชุบแป้งทอด ใส่ในแกงกระทิ แกงส้ม หรือแกงเลียง

          ฝักกระเจี๊ยบเขียวมีรูปทรงเรียวยาวคล้ายนิ้ว จึงมีอีกชื่อว่า “lady’s finger” ปกคลุมด้วยขนสีขาวทั่วฝัก มีสันนูนตามแนวยาว 5 ถึง 9 เหลี่ยม ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ แต่พันธุ์ 5 เหลี่ยมจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า ภายในฝักมีเมล็ดกลมสีขาวเรียงกันเป็นแถว กระเจี๊ยบเขียวต่างจากผักอื่นตรงที่ฝักจะมีเมือกลื่นอยู่ภายใน ทำให้หลายคนไม่ชอบกินกระเจี๊ยบเขียว ซึ่งวิธีการลดเมือกง่าย ๆ คือ ให้ลวกกระเจี๊ยบเขียวด้วยน้ำเกลือ ก่อนนำไปปรุงอาหาร และไม่ควรต้มหรือผัดนาน เพราะเมือกจะยิ่งมาก

          สารเมือก (MUCILAGE) ในฝักกระเจี๊ยบเขียว เกิดจากเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ อย่างเพกทิน (PECTIN) และกัม (GUM) ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ หล่อลื่นลำไส้ใหญ่ และลดการดูดซึมคอลเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย กระเจี๊ยบเขียวยังมีเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิก ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพิ่มกากใยในลำไส้ใหญ่จึงป้องกันอาการท้องผูก และช่วยทำความสะอาดลำไส้ นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียวยังมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก รวมถึงวิตามินเอ ในขณะที่ให้พลังงานต่ำ กระเจี๊ยบเขียว 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 26 กิโลแคลอรีเท่านั้น

          วิธีการเลือกซื้อกระเจียบเขียวให้ได้คุณภาพดีคือ ฝุกต้องไม่แก่เกินไป เพราะเนื้อจะเหนียว เสี้ยนเยอะ กินไม่อร่อย สังเกตได้จากขนาดฝักที่ความยาวประมาณ 2-4 นิ้ว ไม่มีรอยช้ำหรอรอยแผล และหากต้องการยืดอายุการเก็บ  ก็ให้ใส่ถุงหรือกล่องพลาสติกแช่ไว้ในตู้เย้นจะเก็บได้ประมาณ 3-5 วัน

* * * * * *
บทความดีดีจาก : www.prayod.com
อุปกรณ์ปลูกผัก Hydroponics
Kaset NANA เกษตร นานา : สาระมากมายเกี่ยวกับเกษตร. Powered by Blogger.